"เพราะคิดถึง" ภานิชาตอบหลังจากกูถามไปว่า
"มึง กูอยากเริ่มเขียนแล้ว แต่กูขึ้นประโยคแรกไม่ได้ มึงขึ้นให้กูที"
ก็นั่นแหละ
เพราะคิดถึง
ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดถึง
ใกล้สองปีแล้วตั้งแต่กลับมา ใกล้สามปีแล้วตั้งแต่เริ่มชีวิตที่นู่น แล้วก็ใกล้สี่ปีแล้วที่ได้มารู้จักกัน คนอื่นอาจจะบอกว่าสี่ปีมันน้อย มันพิสูจน์ไม่ได้ เพื่อนที่คบกันมาเป็นสิบปียังหักหลังกันได้เลย แต่มาถึงวันนี้กูพูดได้เต็มปากและเต็มใจว่ามันไม่ใช่ มันไม่เหมือนกัน
สี่ปีที่ผ่านมามันไม่ได้ไร้ค่าหรือเปล่าประโยชน์เลยแม้แต่นิดเดียว มันมีค่ามาก มากเกินกว่ากูจะคิดฝันว่ากูจะได้พบได้เจอในโลกเส็งเคร็งใบนี้ ในโลกที่มีความโหดร้าย ในโลกที่มีแต่คนนึกถึงแต่ตัวเอง กูดีใจที่ได้รู้จักพวกมึง ได้เรียนรู้โลกพร้อมพวกมึง ได้เผชิญความโหดร้ายโดยมีพวกมึงอยู่ข้างๆ มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ตอนนี้กูพูดได้เต็มปากว่า การมีพวกมึงอยู่บนโลกใบนี้ มันเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ทำให้กูยังอยากมีชีวิตอยู่ มันเป็นเพียงหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ทำให้กูรู้สึกมีค่า อาจจะฟังดูอาการหนัก แต่กูรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
แล้วพวกมึงก็รู้ว่า กูจะพูดกูจะเขียน แค่สิ่งที่กูรู้สึกจริงๆเท่านั้น
พวกมึงรู้ดีที่สุดแล้ว
อาจจะมีพร้อม แต่ชีวิตก็ยังวุ่นวาย
ยังไม่พอดี ยังไม่พอใจ ถึงไม่หนาวกายแต่หนาวใจอยู่ดี
กูว่าเราทุกคนเกิดมาพร้อม ลูกชนชั้นกลาง มีอันจะกิน ไม่ต้องแบมือขอเงินใคร มีคนขับรถรับส่งหรือถ้าไม่มีใครส่งก็มีเงินเดินทางเอง เราไปนั่งกินข้าวร้านอาหารหรูๆ สนุกสนานกับอะไรก็ไม่รู้ไปวันๆ แต่เคยรู้สึกไหมว่ามันไม่พอ มันเหมือนขาดอะไรสักอย่าง แต่ชีวิตเราก็วุ่นวายเกินจะหาคำตอบ เอาแต่ทำอะไรก็ไม่รู้ไปวันๆอีกนั่นแหละ เราหนาวทั้งๆที่ร้อน เราหนาวกันลึกๆ เราหนาวกันทุกคน
ก่อนกูจะเจอพวกมึง เรื่องความสัมพันธ์กับเพื่อน กูเอาไม่อยู่มากๆ อย่างที่พวกมึงก็คงรู้กันว่ากูเคยเจออะไรมาเมื่อตอน ม.4 มันแย่ มันแย่มากๆ มันแย่จนกูแทบไม่คิดว่าจะเจออะไรที่ดีกว่านี้ได้ กูประสาทแดกไปวันๆ แล้วจู่ๆกูก็โดนด่าว่าหนีปัญหาด้วยการไปต่างประเทศ หนีปัญหา (ข้อหาใหญ่ที่กูพร่ำคิดมาตลอดจนกระทั่งวันนี้ว่า จริงๆ แล้ว การหนีปัญหามันมีอยู่จริงไหม หรือมันเป็นเพียงข้ออ้างของคนที่ไม่อยากให้เราทำการเปลี่ยนแปลงระบอบชีวิตตัวเองเท่านั้น เพราะบางทีกูก็คิดว่า การกระทำของกูบางเรื่องไม่ใช่การหนีปัญหา แต่มันเป็นแค่การลองหาพื้นที่ใหม่ๆให้กับตัวเองเพื่อยื่นใบลาออกจากโลกแห่งมายาคติที่คนอื่นยึดถือเท่านั้น) แล้วอย่างไร ผลของการหนีปัญหาของกู ไม่มีหรอกการหนีปัญหาในโลกนี้ ดูเอาเถิด สิ่งที่เราได้ มันเรียกว่าการหนีปัญหาทีไหนกัน
เท่าที่กูจำได้ พวกเราเกือบทุกคนก่อนไปที่นู่นล้วนมีปัญหาฝังใจกันทั้งนั้นไม่ว่าจะเรื่องเพื่อน เรื่องที่บ้าน เรื่องเรียน เรื่องคนรัก แต่ละคนแม่งมีปมอะไรบางอย่างที่ทำให้มันลิงค์เข้าหากันได้อย่างประหลาด มันเหมือนเราขาดในอะไรคล้ายๆกัน แล้วก็มาเติมกันได้ ดูมองผ่านทัศนะโรแมนติกมากไปหน่อย กูเองก็ไม่ได้เชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่หรอก เอาตรงๆอาจจะเป็นเพราะยังไม่เจอคนที่มาเติมกันได้อย่างที่นิยายเค้าว่าไว้กระมัง แต่ก็เอาเถอะ สุดท้ายคนมีปมมันก็ได้เจอคนเติมเต็มอย่างที่เห็น เหมือนๆกับที่กูได้เจอพวกมึง และเหมือนกับที่พวกเราได้เจอกัน ซึ่งไม่ว่าพวกมึงจะคิดเหมือนกูมั้ย มันก็ไม่สำคัญ เพราะนั่นแหละ กูได้พูดมันออกไปแล้ว และกูก็อิ่มใจที่ได้บอกมันออกมา
อาจจะมีน้อย แต่ไม่ขอให้มีมากมาย
มีแค่พอดี มีแค่พอใจ ถึงต้องหนาวกายแต่หัวใจอุ่นดี
แบบบางทีกูก็คิดว่า ไอ้เหี้ย กูเป็นคนทีเพื่อนน้อยมาก แบบพวกมึงหลายๆคนอย่างจุ๊หรือภานิชาแบบเพื่อนเยอะเหี้ยๆแบบไม่มีใครที่ไอ้จุ๊ไม่รู้จักและไม่มีใครที่ภานิชาแม่งไม่เคยไปนั่งกินข้าวด้วย แบบหวานหรือเกมก็ดูแบบมีกลุ่มเป็นของตัวเองที่โรงเรียน คือกูก็เคยคิดเรื่องวัฒนธรรมกลุ่มว่าแบบทุกคนแม่งอยู่กันเป็นกลุ่มๆ โอเคที่โรงเรียนกูมีกลุ่มก็จริงแต่มันก็ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมแบบคุยกันได้ทุกเรื่องขนาดนั้น กูก็เข้าใจในจุดที่ว่า เออ หนึ่งคือกูย้ายโรงเรียนบ่อย สองคือกูเป็นพวกปัจเจกมากๆ สามคือคาแรคเตอร์กูในบางทีอาจจะดูหยิ่งๆ เครียดๆ ไม่เฮฮาไม่น่าคบ ไม่ได้แบบเป็นคนเก๋ๆ แฟชั่นจ๋าหรืออะไร กูก็เลยไม่ได้มีเกิร์ลแก๊งอะไรแบบนั้น ซึ่งมันก็ไม่ได้บอเธอร์กูมากเพียงแต่บางทีเวลาเหงาๆ กูก็แอบคิดเหมือนกัน แต่พอมาถึงวันนี้ มันไม่ใช่อารมณ์เดิมแล้ว วันก่อนกูนั่งถามตัวเองว่าเฮ้ย หนึ่งปีที่ผ่านมากูเรียนรู้อะไรบ้างหรอ ตอนแรกกูก็ไม่ได้คำตอบ แต่ตอนนี้กูก็ได้มาบ้าง หลายข้ออยู่ แต่ข้อใหญ่ที่สุด คือการเรียนรู้คน และที่สำคัญ เรียนรู้การจัดลำดับความสำคัญของคน
มาถึงตอนนี้กููเริ่มรู้สึกว่า เพื่อนกับคนรู้จักมันไม่เหมือนกัน คนรู้จักน่ะ ยิ่งเยอะยิ่งดี มันเป็นเรื่องของคอนเน็คชั่นและการขอความช่วยเหลือใดๆทั้งในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงาน มันสำคัญในการใช้ชีวิตในสังคมไม่ว่าจะสังคมไหนน่ะ ส่วนเพื่อน มันเป็นอีกอย่างนึง มันไม่ต้องมีเยอะหรอก เพราะคำว่าเพื่อน สำหรับกูมันมีสองแบบ มันมีแบบ above the line กับ below the line กูเคยโดนเหน็บว่าเฮ้ย สองมาตรฐานนี่หว่า แต่จะว่ายังไงก็ช่าง กูแบ่งระดับเพื่อนจริงๆ แล้วกูว่า เพื่อนแบบ above the line น่ะ กูว่ามีแค่ไม่กีคนก็พอแล้ว มันเกินพอจริงๆสำหรับกู การที่มีคนที่ 'ไม่ว่าจะทำผิดขนาดไหนก็อยู่ข้างกัน' มันหาไม่ได้ง่ายๆ และการที่ได้มันมามันก็เกินพอแล้วกับชีวิตเล็กๆที่เดินมาจนถึงวันนี้ การเจอเพื่อนแบบนี้มันทำให้รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียว ไม่ว่าจะมีปัญหามาจากไหน จะเจออะไรมา เดินกลับมาหามันก็อุ่นเสมอ มันเป็นสิ่งที่เหนือความเชื่อ ความผิดและอคติทุกอย่าง ไม่ต้องเอาคำว่าสองมาตรฐานมาเหน็บแนมกัน เพราะคำนี้อยู่เหนื่อทุกสิ่งจริงๆ
มันอธิบายคำนี้ได้: ถึงต้องหนาวกาย แต่หัวใจอุ่นดี
อุ่นใจแล้ว หนาวเย็นสักแค่ไหน
เมื่อมีรักห่มใจ จะมีอะไรอุ่นกว่านี้
หลายครั้งที่กูเดินอยู่บนถนนแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวไม่ได้ อาจจะเป็นเพราะกูอยู่คนเดียว ทำอะไรคนเดียวบ่อยเกินไปละมั้ง ไม่รู้สิ ก็ทำไงได้ ก็กูเป็นแบบนี้ หลายคนก็บอกกูว่าเฮ้ยมึงอย่าอยู่คนเดียว ไอ้เหี้ย กูอยากนักหนิ เพียงแต่บางทีคนรอบๆข้างมันหายกันไปหมด คือกูก็เป็นคนแบบนี้ กูไม่ชอบยื้อใคร กูไม่ชอบดึงใครไว้ กูเองเป็นคนรักอิสระ อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ ก็แล้วถ้าเค้าจะกลับบ้าน จะไปดูหนัง ไปดูละครเวที ไปนู่นไปนี่ มันก็เรื่องของเค้า เพียงแค่คนรอบๆตัวเราแม่งชอบหายไปพร้อมๆกันเท่านั้นเองก็แล้วให้กูทำไง โดนข้อหาทำร้ายตัวเองซะงั้น ดี เอากันเข้าไป
บางทีมันก็หนาวน่ะ แรกๆกูไม่ชิน กูหานู่นหานี่มาทดแทนไปเรื่อย กูคุยกับคนนู้นคนนี้ แก้เหงา ไม่ได้คิดอะไร (ไม่ก็คิดแต่ก็หลอกตัวเองว่าไม่คิด แล้วก็อกหักแบบโง่ๆมาให้พวกมึงนั่งปลอบอยู่เป็นปี) แลกเปลี่ยนมุมมองชีวิตห่าเหวอะไรกันไปที่ได้อะไรขึ้นมาบ้างมั้ยก็ไม่รู้ เพราะพอแต่ละคนหายไปกูก็หาอะไรบ้าบอคอแตกทำ ใช้ชีวิตไปเรื่อย อยู่คนเดียวซะส่วนใหญ่ แล้วสุดท้ายก็เข้าอีหรอบเดิมตลอด แต่หลังๆกูก็เริ่มรู้ว่าอะไรที่กูหา ฟังดูน้ำเน่า แต่กูก็ต้องยอมรับว่ะว่าแม่งก็มีอยู่จริง เรื่องชู้สาวกูไม่รู้ กูบาย แต่กูรู้สึกจริงๆนะว่าอย่างน้อยกูก็อุ่นใจเวลารู้ว่าพวกมึงยังอยู่ หลายรอบแล้วช่วงหลังที่แบบเวลามีปัญหาอะไรก็จะมานั่งล้อมวงกันที่ห้องกูไม่ก็ห้องเพลง นั่งปรับทุกข์ห่าเหวกันไป แล้วก็มาจบลงที่เรื่องเก่าๆ ทุกที อย่างทีนึงคือ ภานิชา กู เพลง ที่ห้องกู ต่างคนต่างบ่นบ้าบอคอแตก ลงท้ายด้วยนั่งเปิดรูปที่เชคจากกล้องกูดูไปเรื่อย แล้วก็เม้าท์นู่นนี่นั่น, จุ๊ไปห้องเพลงแล้วนั่งปลอบเพลงเพราะแม่งทะเลาะกับแฟนอยู่พอดี จบลงด้วยสองคนแม่งดีกัน ไม่ทันทีแต่ก็ดีขึ้น, ไอ้หวานมาห้องกูแล้เล่าเรื่ิองรูมเมทมัน เรื่องมันย้ายหอ แล้วก็อีกมากมาย กูบ่นเรื่องเก่านิดหน่อยจบลงที่นั่งรำลึกความหลังเล็กน้อย, และครั้งล่าสุดคือเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว ภานิชาบีบีมาจากเชค คุยเรื่องปัญหาที่ไทยจนแทบร้องไห้ พอมันเย็นกูก็บ่นเรื่องเวิ่นเว้อห่าเหวอะไรของกูไป สุดท้ายจบลงด้วยการมานั่งอ่านบล็อกกัน และทำให้กูมานั่งเขียนอะไรเพ้อเจ้ออยู่ตอนนี้
ซึ่งไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี แต่ตอนนี้ กู 'อุ่น' จริงๆ
อยู่ในความรัก อาจจะเหมือนว่าไม่มีใคร
แต่รู้ว่ามีเธอ เธอที่เข้าใจ ถึงต้องหนาวกายแต่หัวใจอุ่นดี
หนาวใจมันเจ็บปวดนะ ไม่ว่าจะหนาวเพราะอะไร บางทีกูก็รู้สึกขาด บางทีกูก็รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียว กูเหมือนพยายามหาอะไรมาเติมตลอดแต่มันก็ไม่เคยเต็ม จนมาถึงจุดนึงกูรู้สึกว่ากูความหามากไป ที่แท้หลายๆอย่างที่ว่ามันก็อยู่ตรงหน้านี่เอง กูแค่มองข้ามเพราะกูหาอะไรที่มันใหม่กว่า สวยงามกว่าแต่สุดท้ายมันกลับฉาบฉวย กูรู้สึกว่าพวกเรารู้จักกันแบบ 'จริงๆ' เลยนะมึง กูนั่งอ่านบล็อกเก่าตะกี้แล้วกูก็รู้สึกว่า สิ่งที่พวกเราไอเด็นติฟายแต่ละคนมันไม่เหมือนที่คนอื่นไอเด็นติฟายเราว่ะ คนอื่นมันเห็นแค่เปลือก แม่งสร้างตัวตนเราขึ้นมาใหม่ แต่จริงๆแล้วเราเป็นยังไง แม่งมีแค่ไม่กี่คนที่รู้ แล้วคนที่รู้จริงๆก็มีไม่กี่คน กูอ่านแล้วแบบ ไอ้เหี้ย เราอยู่กันมายังไงวะถึงได้รู้อะไรกันมากขนาดนี้ เพราะอะไรวะ อาจจะเป็นเพราะคบกันบนความทุกข์ไม่ได้คบกันบนความสุขแบบที่เกมกับหลายๆคนเคยพูด แต่กูว่ามากกว่านั้น มันเหมือนคนที่โดนบังคับให้มารักกัน มึงต้องประคองกันนะไม่งั้นมึงอยู่ไม่ได้ คือถ้าเป็นอย่างนั้นมึงจะไม่รักก็ได้น่ะ แต่กูไม่รู้ว่าทำไม เราถึงรักกันได้ขนาดนี้ กูไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุผลกลใด แต่เพราะมันผ่านมานานแล้วกูถึงกล้าพูด มันไม่น้ำเน่าหรอกตราบใดที่กูยังรู้สึกว่ามันจริง หาได้ทีไหนวะคนที่เข้าข้างเราได้แม้จะรู้ว่าเราผิด หาได้ที่ไหนคนที่กอดเราแน่นๆแล้วทำให้เราหยุดร้องไห้ได้ทันที หาได้ทีไหนคนที่เอามือกุมกำปั้นเราแล้วเลิกความคิดที่จะต่อยคนข้างๆ หาได้ทีไหนคนที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้แค่บีบหัวไหล่เราเบาๆ หาได้ทีไหนคนที่ยอมเสียค่าโทรศัพท์มหาศาลเพื่อรอให้เราหายดี หาได้ที่ไหนคนที่ทนความประสาทแดกของเราได้ขนาดนี้ หาได้ที่ไหนคนที่กล้าบอกให้เราหยุดพูดโดยไม่รู้สึกโกรธ หาได้ที่ไหนคนทีให้ที่ซุกหัวนอนโดยไม่สนใจความลำบากลำบน หาได้ที่ไหนคนที่นั่งรถมารังสิตทันทีที่รู้ว่าเราไม่ไหว หาได้ที่ไหนคนที่ไม่ดุด่าเราทั้งๆที่เรางี่เง่าซ้ำซากเป็นรอบที่ร้อยที่ล้าน หาได้ที่ไหนคนที่ให้กำลังใจเวลาพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย หาได้ที่ไหนคนที่แก้แทนเราเวลาเราโดนเอาไปด่า
สารพัดสิ่งที่หาไม่ได้จาก 'คนอื่น' ในโลกใบนี้
พอถึงจุดๆนึง ไม่ว่าลมจะแรงแค่ไหน พายุจะพัดเท่าไหร่ หนาวเหน็บปานใด แค่กูรู้ว่ายังมีใครนั่งรออยู่แถวๆนี้
กูก็รู้สึก 'อุ่น' จนเกินพอแล้ว
ขอบคุณนะโว้ยยยยยยยย
ฝนโอลีฟ
edit @ 1 Jun 2010 00:16:07 by AFS-Czech*46